Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาแฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาแฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566

คาเฟ่ในรัสเซียกลายเป็นที่ถกเถียงหลังเปิดตัวเมนู “กาแฟนมแม่”


คาเฟ่ในรัสเซียกลายเป็นที่ถกเถียงหลังเปิดตัวเมนู “กาแฟนมแม่”

ร้านกาแฟในเมือง Perm ของรัสเซียได้รับความสนใจอย่างมากหลังจากประกาศแผนการที่จะแนะนำลาเต้ผสมนมที่เป็นที่ถกเถียงกันในเมนู

คอฟฟี่ สไมล์ ร้านกาแฟในมีระดับ กลายเป็นที่พูดถึงบนอินเทอร์เน็ตของรัสเซียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากประกาศความตั้งใจที่จะใช้น้ำนมแม่แท้ของมนุษย์เป็นส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟ เช่น ลาเต้และคาปูชิโน่ ความบ้าคลั่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นเดือนนี้

ทุกคนต่างรู้กันดีว่า นมแม่ คือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในยามที่คุณเป็นทารก แต่ถ้าคุณต้องมาดื่มตอนโตล่ะ มันจะทำให้คุณรู้สึกอย่างไรกันแน่

นี่คือเรื่องราวของร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งในรัสเซียที่ชื่อว่า Coffee Smile ที่กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ในประเทศในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่พวกเขาประกาศเปิดตัวเมนูใหม่ ที่มี “นมแม่แท้ ๆ” เป็นส่วนผสมสำหรับกาแฟใส่นมอย่างเช่น ลาเต้และคาปูชิโน่

จุดเริ่มต้นมาจากการที่ร้าน Coffee Smile ได้โพสต์ภาพโปสเตอร์ที่โฆษณาเมนูนมแม่ และผู้คนก็เริ่มแชร์บนโซเชียลมีเดียกันอย่างมากมาย ต่อมาไม่นานนัก แม็กซิม โคเบเลฟ นักธุรกิจท้องถิ่นและเจ้าของร้านก็ปล่อยวิดีโอโปรโมตเมนูนี้อีกครั้ง โดยอ้างว่าร้านกาแฟของเขาจะใช้น้ำนมแม่ที่ถูกเก็บอย่างดีในถุงพิเศษเป็นเกรดเดียวกับที่ใช้ในทางการแพทย์

คุณแม่ยังสาวรายหนึ่งที่ปรากฎในวิดีโอนี้กล่าวว่า “ฉันเพิ่งลาคลอดและเห็นว่านมแม่เป็นที่ต้องการมาก”

“ฉันเป็นคนมีนมเยอะมากเกินว่าที่ลูกจะกินไหว ฉันก็เลยคิดว่าทำไมเราถึงไม่หารายได้เสริมจากจุดนี้ล่ะ ฉันจึงเริ่มทำกาแฟด้วยนมแม่ให้สามี และเขาก็ชอบมาก” คุณแม่รายนี้กล่าว และนั่นทำให้เธอกลายเป็นผู้สนับสนุนนมแม่ให้กับทาง Coffee Smile

แม็กซิม โคเบเลฟ ยังได้ให้ความมั่นใจกับลูกค้าว่า คุณแม่ที่สนับสนุนนมให้กับทางร้านจะได้รับการทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่า พวกเธอมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และจะเป็นผู้ผลิตนมแม่ที่แน่ใจได้ว่าปลอดภัยที่สุด

แม็กซิมยังกล่าวต่อไปว่า นมแม่จะถูกค่อย ๆ เพิ่มเข้ามาในเมนูต่าง ๆ ก่อนในช่วงแรก และเขามีแผนจะเพิ่มเติมเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากถึง 1,000 รายการ ภายในสิ้นปีนี้ โดยราคาเครื่องดื่มนมแม่ต่อแก้วของร้านอยู่ที่ 650 รูเบิล หรือประมาณ 280 บาท

หลังกลายเป็นกระแสในรัสเซีย หลายคนก็สงสัยว่าทำไมหน่วยงานด้านความปลอดภัยด้านอาหารของรัสเซียถึงไม่เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ และก็มีชาวเน็ตจำนวนหนึ่ง ที่สนใจอยากจะลองกาแฟนผสมนมแม่ดูบ้าง

รองผู้ว่าการท้องถิ่นคนหนึ่งตัดสินใจทำแบบสำรวจ โดยถามผู้คนว่า พวกเขาสนใจที่จะลองดื่มกาแฟนมแม่หรือไม่ คำตอบออกมาค่อนข้างน่าสนใจ โดยมีคนจำนวน 46% ที่ไม่ต้องการลอง แต่ก็มีผู้คนอีกถึง 23% ที่พร้อมจะลองชิมดูก่อน

ต่อมา กระแสบนโลกออนไลน์ได้กลายเป็นชนวนการถกเถียงกันในระดับชาติ จนกระทั่ง แม็กซิมได้ออกมายอมรับว่า เขาไม่ได้คิดจะใช้นมแม่เป็นส่วนผสมจริง ๆ แต่แค่พยายามโปรโมตธุรกิจร้านกาแฟของเขาเท่านั้น เนื่องจากการใช้นมแม่เป็นส่วนผสมอาจผิดกฎหมายได้

“ที่จริงแล้ว เราไม่ได้มีแผนจะขายกาแฟผสมนมแม่” แม็กซิมกล่าวในการแถลงข่าว “พอเป็นข่าวดัง ผู้คนก็เริ่มมาถามหากาแฟใส่นมแม่แบบจริงจัง รวมถึงเพื่อนของผมที่อยากลองด้วย”
“เราจึงอธิบายว่า เราไม่ได้ขายมันจริง ๆ ซึ่งผมได้เตรียมเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมแพนและอัลมอนด์ที่มีรสชาติคล้ายกันแทน”

“ในฐานะคุณพ่อลูกสอง ผมรู้ว่ามันรสชาติคล้ายกัน เพราะผมก็เคยชิมนมแม่ของจริงเหมือนกัน” แม็กซิมกล่าว

เมื่ออ่านเรื่องราวนี้แล้ว คุณคิดว่าถ้าเป็นตัวเอง จะอยากลองชิมกาแฟนมแม่สักครั้งหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564

กาแฟลิง

กาแฟลิง
กาแฟลิงมาแรง กาแฟขี้ชะมดเสียแชมป์ด้านความอร่อยไปแล้ว เมื่อนักชิมระดับโลกฟันธงว่า กาแฟขี้ชะมดรสชาติสู้ “กาแฟลิง” ไม่ได้ แถมกาแฟลิงยังก้าวขึ้นมาเป็นยอดกาแฟราคาแพงที่สุดในโลกอีกด้วย

ทิฟฟานี โซเพอร์ ประชาสัมพันธ์ของ 49th Parallel บริษัทจำหน่ายกาแฟชื่อดังแห่งแคนาดา เผยว่ายอดกาแฟน้องใหม่มาแรงดังกล่าวชื่อ India Devon Estate 795 Arabica ปรุงจากเมล็ดกาแฟที่ลิงในอินเดียคายออกมา ซึ่งชาวไร่กาแฟในอินเดียนำเมล็ดกาแฟ
ที่ลิงคายทิ้งมาปรุงดื่มนานแล้ว แต่เป็นการนำมาผสมกับเมล็ดกาแฟเก็บจากต้น ก่อนจะทดลองรสชาติกาแฟลิงล้วนๆ เมื่อไม่นานที่ผ่านมา และพบว่ารสชาติโดนใจกว่า

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟกล่าวว่า กาแฟลิงมีกลิ่นหอมยวนใจ รสชาติกลมกล่อม และปิดท้ายด้วยรสหวานฉ่ำลิ้น โดยเป็นผลมาจากเมล็ดกาแฟที่ลิงเลือกไปกินเปลือกนอกและบ้วนส่วนที่เหลือออกมา ซึ่งแต่ละเม็ดมีความสมบูรณ์และสุกเต็มที่
ลิงกำลังกินเมล็ดกาแฟเคี้ยวกวมๆแล้วขากถุยเมล็ดกาแฟออกมา
ด้านเว็บไซต์ Canada.com ระบุว่า ประธานคณะกรรมการตัดสินการปรุงกาแฟชิงแชมป์โลก เทคะแนนให้กาแฟลิง
(India Devon Estate 795 Arabica) ถึง ๙๘ คะแนน จากคะแนนเต็ม ๑๐๐ ส่วนกาแฟขี้ชะมด (Kopi Luwak) ได้ ๗๔ คะแนน ทั้งนี้ ร้าน 49th Parallelขายกาแฟลิงปรุงแบบ Espresso ที่สาขาในแวนคูเวอร์ ถ้วยละ ๒.๓๖ ดอลลาร์สหรัฐ.

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

กาแฟขี้ช้างอร่อยหอมหวลชวนดมชวนดื่ม

กำลังละเลงขี้ช้างเพื่อหาเมล็ดกาแฟ
กาแฟขี้ชัาง
ก่อนจะมาเป็น “กาแฟขี้ช้าง” กาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลกกาแฟขี้ช้าง กาแฟชนิดพิเศษที่ผลิตในประเทศไทยที่เดียวในโลกขณะนี้ มีความพิเศษอย่างไร จึงเป็นกาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลกด้วย โดยมีสนนราคาอย่างต่ำถึงกิโลกรัมละ 45,000 บาท

บีบีซีไทยได้คุยกับคุณเบลค ดินคิน ชาวแคนาดา ผู้ริเริ่มผลิตกาแฟขี้ช้าง ภายใต้ชื่อการค้า “แบลค ไอวอรี คอฟฟี” ดังนี้
คุณเบลคเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ได้ลองผิดลองถูกมามาก โดยเขาได้แนวคิดเรื่องการผลิตกาแฟที่ใช้กระบวนการย่อยของสัตว์เป็นที่บ่มเมล็ดกาแฟ ตั้งแต่ตอนอยู่ที่แคนาดาแล้ว โดยเมื่อปี 2545 นั้นเป็นครั้งแรกที่เขาได้อ่านเรื่องกาแฟขี้ชะมดที่ผลิตในอินโดนีเซีย เขาจึงไปลองทำดูบ้างในประเทศเอธิโอเปียเป็นเวลาหนึ่งปี แต่หลังจากนั้นก็พบปัญหาว่า มีการปลอมกาแฟขี้ชะมดเกิดขึ้นมาก 

โดยเกษตรกรเพียงแค่นำเมล็ดกาแฟไปคลุกกับมูลชะมด แล้วอ้างว่าเป็นกาแฟที่ผ่านกระบวนการย่อยและขับถ่ายของชะมด แต่การทำกาแฟขี้ชะมดจริงๆ จะต้องให้ชะมดกินผลหรือลูกกาแฟที่มีเมล็ดกาแฟเข้าไปและอาศัยเอ็นไซม์ในกระบวนการย่อย ทำให้เมล็ดกาแฟที่ได้ออกมา มีรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ 

กวนหาขี้ช้าง
นอกจากนั้นช่วงเวลาดังกล่าวยังมีปัญหาการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ซึ่งชะมดเป็นพาหะนำโรค รวมทั้งมีเรื่องจริยธรรมและสิทธิสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้อง สินค้าที่ผลิตออกมาจึงไม่ได้เป็นสินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและหลักจริยธรรมเท่าใดนักหลังจากที่เลิกผลิตกาแฟขี้ชะมดไป เขาได้อ่านข่าวพบว่า ช่วงหน้าแล้งมักมีช้างป่าในแอฟริกาตะวันตกและเอเชียใต้ เข้าไปทำลายไร่กาแฟ กินผลและเมล็ดกาแฟของเกษตรกร เรื่องรุนแรงถึงขั้นมีการฆ่าช้างเกิดขึ้น ทำให้คุณเบลครู้ว่า ช้างก็กินกาแฟด้วย เขาจึงกลับไปแคนาดาและทดลองให้ช้างในสวนสัตว์ที่แคนาดากินลูกกาแฟที่มีเมล็ดกาแฟอยู่ด้วย แต่กาแฟขี้ช้างของคุณเบลคในช่วงแรกนั้น เขาบอกว่า “รสชาติแย่มาก”
ชัางกินเมล็ดกาแฟขี้ออกมา
จากนั้นเขาใช้เงินลงทุนราว 15 ล้านบาท และเวลาอีก 10 ปีในการพัฒนากรรมวิธีเพื่อผลิตกาแฟขี้ช้าง โดยทดลองทั้งที่แคนาดาและศูนย์เลี้ยงช้างในอินโดนีเซีย แต่สุดท้ายได้มาเลือกประเทศไทยเป็นที่ผลิต เพราะเห็นว่ามีบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจมากที่สุด เนื่องจากมีศูนย์เลี้ยงช้างและมีหน่วยงานจิตอาสาที่ทำงานอนุรักษ์ช้างหลายแห่ง คุณเบลคตั้งใจไว้แล้วว่า เขาจะมอบเงินรายได้ 8 % จากการผลิตกาแฟนี้ให้กับองค์กรอนุรักษ์ช้าง 
กาแฟขี้ช้าง
โดยปัจจุบันเขาทำงานกับมูลนิธิช้างเอเชียสามเหลี่ยมทองคำ และเริ่มผลิตกาแฟขี้ช้างในประเทศไทยที่ อ. เชียงแสน จ. เชียงราย ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว
คุณเบลคยืนยันว่า เขาเป็นคนแรกที่คิดค้นวิธีผลิตกาแฟขี้ช้างสำเร็จ จนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและรสชาติที่ติดตลาด ส่วนที่ผลิตภัณฑ์มีราคาแพงนั้น เป็นเพราะกระบวนการผลิตที่ลำบากซับซ้อน ต้องคัดผลกาแฟที่มีคุณภาพให้ช้างกิน โดยตอนนี้ใช้พันธุ์อาราบิก้าของไทย ซึ่งต้องให้ช้างกินถึง 33 กิโลกรัม เพื่อที่จะได้กาแฟขี้ช้างมา 1 กิโลกรัม เวลาช้างกินกาแฟ ช้างจะเคี้ยวด้วย เมล็ดกาแฟบางส่วนก็จะแตกหักหรือถูกย่อยไป ส่วนที่เหลือขับถ่ายออกมานั้นจะเลือกเอาเฉพาะเมล็ดที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเมล็ดกาแฟที่สูญหายไปตอนที่ช้างลงไปอาบและขับถ่ายในน้ำ

ส่วนตอนที่ช้างออกไปเดินตามป่าเขานั้น ควาญช้างจะต้องคอยตามเก็บเมล็ดกาแฟที่ช้างขับถ่ายออกมาระหว่างทางด้วย จากนั้นจะนำไปผ่านกระบวนการทำความสะอาดและคัดเลือกขนาดเมล็ดกาแฟที่ใหญ่และสมบูรณ์อีกครั้ง

คุณเบลคอธิบายว่าแม้ว่ากาแฟมีส่วนประกอบของคาเฟอิน แต่คาเฟอินในเมล็ดกาแฟไม่กระทบต่อช้าง เพราะในตอนนั้นคาเฟอินยังไม่ออกฤทธิ์ จนกว่าเมล็ดกาแฟจะถูกความร้อนสูงผ่านกระบวนการคั่ว นอกจากนั้นกาแฟอาราบิก้ายังมีปริมาณคาเฟอินน้อยกว่ากาแฟสายพันธุ์อื่นในแต่ละปีมีกาแฟขี้ช้างยี่ห้อ แบลค ไอวอรี คอฟฟี ออกจำหน่ายในปริมาณไม่มาก โดยในปีนี้ผลิตได้ 150 กิโลกรัม ส่วนเมื่อปีที่แล้วผลิตได้ 200 กิโลกรัม 
ตากเมล็ดกาแฟ
ทั้งนี้ผลผลิตกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นวัตถุดิบในแต่ละปีก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดปริมาณการผลิตกาแฟขี้ช้างด้วย โดยคุณเบลคเองเป็นผู้คัดเลือกกาแฟอาราบิก้าให้ช้างกิน ขณะนี้กาแฟขี้ช้างของคุณเบลคเป็นกาแฟที่เจาะตลาดบนและจำหน่ายให้กับโรงแรมห้าดาวและภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ และมีส่วนหนึ่งที่จำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ต
คุณเบลคบอกว่า ช้างเป็นสัตว์กินพืช เมื่อเมล็ดกาแฟที่ช้างกินเข้าไปถูกบ่มอยู่ในระบบการย่อยของช้างรวมกับพืชชนิดอื่น ๆ ที่ช้างกิน ทำให้กาแฟที่ผลิตออกมามีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คือมีกลิ่นช็อกโกแลต และมีทั้งรสชาติของดาร์ก ช็อกโกแลต, มอลต์, รวมทั้งเครื่องเทศ แต่ไม่มีรสขมบาดปาก คุณเบลคยังบอกด้วยว่า มีคนในแวดวงสังคมชั้นสูงหรือ “ไฮโซ” หลายคนบินไปจากกรุงเทพฯ เพื่อไปดื่มกาแฟขี้ช้างของเขาที่เชียงแสนเป็นประจำ
ชัาง
คุณเบลคบอกว่า กาแฟแบลค ไอวอรี คอฟฟี ของเขา เป็นกาแฟขี้ช้างเพียงเจ้าเดียวในโลก มีนักลงทุนหลายรายทั้งในไทยและต่างประเทศเคยติดต่อมาเพื่อขอร่วมลงทุน หรือขอ
“สูตรลับ” ในกระบวนการผลิต แต่คุณเบลคบอกบีบีซีไทยว่า เขาพอใจกับธุรกิจในขณะนี้ ที่เขาสามารถควบคุมคุณภาพได้ด้วยตนเองและช้างได้รับการดูแลอย่างดี เขายังคงต้องการให้แบลค ไอวอรี คอฟฟี เป็นกาแฟพิเศษที่หายาก มีคุณภาพสูง จึงยังไม่คิดจะเปิดเผยสูตรลับหรือหาผู้ร่วมลงทุนเพิ่มแต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อกาแฟถูกล้างบาป

เมื่อกาแฟ ถูกล้างบาป
ถ้าเอ่ยถึงกาแฟ เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ซึ่งทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปยังที่ไหน ก็ดูเหมือนจะพบเห็นกาแฟสารพัดประเภทได้อย่างง่ายดาย ตั้งแต่กาแฟโบราณที่ชงในถุงไปถึงกาแฟสดที่ชง
โดยใช้เครื่อง แต่เชื่อไหมว่า ครั้งหนึ่งกาแฟถูกมองเป็นเครื่องดื่มที่มีมลทิน จนพระสันตปาปาต้องทำพิธีล้างบาปให้

กาแฟถูกค้นพบโดยบังเอิญในตะวันออกกลางเมื่อหลายร้อยปีก่อน เมื่อฝูงแพะไปและเล็มลูกไม้ชนิดหนึ่งเข้าและมีอาการคึกคักเกือบตลอดขึ้น จนคนเลี้ยงสงสัยและติดตามพวกมันไปพบลูกไม้ดังกล่าว จากนั้นในเวลาต่อมา พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะนำเมล็ดของมันมาคั่วบดและชงกับน้ำร้อน เพื่อใช้เป็นเครื่องดื่ม

หลังจากถูกค้นพบไม่นาน กาแฟก็เป็นที่นิยม ในหมู่ชนมุสลิมและชนกลุ่มอื่นๆในตะวันออกกลาง โดยพวกนักพรตมุสลิมนิยมดื่มกาแฟเพื่อให้กระปรี้กระเปร่าและสามารถสวดคัมภีร์อัลกรุอ่านได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องนอนหรือในบางแคว้นยุคนั้น สตรีมีสิทธิขอหย่ากับสามีได้ถ้าหากสามีของนางไม่หากาแฟมาให้นางดื่มอย่างเพียงพอเมื่อกาแฟมีความนิยมเป็นอย่างมาก ร้านกาแฟก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดและกลายเป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ตลอด
จนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องการเมืองด้วย(นี่เอง ที่มาของสภากาแฟ) จนร้านกาแฟกลายเเป็นที่บ่มเพาะความคิดรุนแรง ทำให้ผู้มีอำนาจในนครเมกกะและไคโรพยายามออกกฏหมายห้ามการดื่มกาแฟแต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องยกเลิกไป

(สันตะปาปา คลีเมนต์ที่ 8)
เมื่อกาแฟเข้าสู่ยุโรปในศตวรรษที่ 16 เหล่าบาทหลวงในววาติกันมองว่า กาแฟนี้เป็นเครื่องดื่มของซาตานที่พวกนอกรีตต่างศาสนาปรุงขึ้น พวกเขาจึงเห็นว่าควรสั่งห้ามไม่ให้ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ ทว่าหลังจาก สันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8ได้ทรงชิมกาแฟแล้ว พระองค์ก็ทรงเห็นว่า เครื่องดื่มของพวกนอกรีตนี้มีรสชาติอร่อยเกินกว่าจะปล่อยให้พวกนอกศาสนาได้ดื่มแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ ดังนั้นในเวลาต่อมา พระองค์จึงได้ทำพิธีล้างบาปให้กาแฟเสีย

นับจากสันตะปาปาสนับสนุนการดื่มกาแฟแล้ว เครื่องดื่มชนิดนี้ก็แพร่หลายและเป็นที่นิยมในยุโรปอย่างรวดเร็วก่อนที่กาแฟจะถูกแพร่ออกไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้สำหรับคนจำนวนมากในปัจจุบันนี้

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โอเลี้ยง

โอเลี้ยง
คนไทยโดยมากจะถือว่า “โอเลี้ยง” คือ "กาแฟดำเย็น" แต่ที่จริงแล้ว ส่วนผสมของ "โอเลี้ยง" จะใกล้กับ "น้ำเชื่อม" มากกว่า "กาแฟ" โอเลี้ยงทั่วไปที่ขายตามท้องตลาด ประกอบไปด้วยน้ำเชื่อมถึง 40-50% ในขณะที่มีกาแฟเพียงไม่ถึง 25% ซ้ำร้าย บางครั้งผู้ขายอาจใช้ส่วนผสมอื่นเช่นถั่วหรืองาคั่วแทนกาแฟ

หลายต่อหลายคนต่างก็เคยดื่มเครื่องดื่มที่ชื่อว่า “โอเลี้ยง” แล้วเมื่อดื่มเสร็จทุกคนมักจะเกิดควาสงสัยว่าจริงๆๆแล้ว โอเลี้ยงนั้นทำจากอะไรกันแน่ ?

โอเลี้ยง : เป็นคำที่มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว
“โอ” แปลว่า ดำ “เลี้ยง” แปลว่า เย็น รวมแล้วหมายถึง สิ่งที่มีสีดำและเย็น ก็คือ กาแฟดำเย็น

โอเลี้ยง

โอ เลี้ยง ทำมาจากผงกาแฟ ที่ใช้ชงกาแฟโบราณ ซึ่งถ้าไปดูส่วนประกอบกันจริงๆ แล้ว ได้จากการ นำ เมล็ดกาแฟบด และส่วนผสมอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่เมล็ดกาแฟเพียงอย่างเดียว เช่น เมล็ดข้าวโพด เมล็ดมะขาวที่คั่วแล้ว เป็นต้น ถ้าใส่น้ำแข็งก็เป็นโอเลี้ยง ไม่ใส่น้ำแข็งก็เป็นโอวยั๊วะ ( อันนี้กระผมก็เพิ่งรู้ว่ามันต่างกันตรงนี้เอง คนอื่นอาจรู้แล้ว

ส่วน กาแฟดำที่ส่วนใหญ่นิยมดื่มกัน มาจากการนำ กาแฟผง หรือ กาแฟสำเร็จรูปแบบเกล็ด (instant coffee) มาละลายด้วยน้ำร้อน หรือ เรียกว่าชง โดยจะเติมน้ำตาลหรือไม่ก็ได้

บางท่านอาจสรุปได้ดังนี้คือ

กาแฟ ดำ หรือ จีนแต้จิ๋ว เรียก โอวยั๊ว หรือบางคนเรียกเต็มยศว่า โกปี่โอว (โกปี้ = กาแฟ,โอว = ดำ) [โกปีโก้ = =a เอามาจากนี้รึเปล่าน้า]

👉กาแฟดำ + น้ำแข็ง = โอเลี้ยง
👉กาแฟดำ + นมข้น = โกปี๊
👉กาแฟดำ + น้ำแข็ง + นมสด = โอเลี้ยงยกล้อ
👉กาแฟดำ + นมข้น + น้ำแข็ง + นมสด = กาแฟเย็น

การทำน้ำโอเลี้ยง
ส่วนผสม

ผงโอเลี้ยง 400 กรัม
น้ำตาลทราย 500 กรัม
น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง
ผ้าขาวบาง

วิธีทำ
ต้มน้ำให้เดือด นำผงโอเลี้ยงไปละลายกับน้ำ คนจนละลาย
ผสมน้ำตาลทรายลงในน้ำ ต้มต่อไปอีกประมาณ 15 นาที
นำโอเลี้ยงที่ต้มได้นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ครั้ง
ได้น้ำโอเลี้ยง เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งตามใจชอบครับ
เรียบเรียงข้อมูลโดยmanman 

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กาแฟ


     กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดซึ่งได้จากต้นกาแฟ หรือมักเรียกว่า เมล็ดกาแฟ คั่ว มีการปลูกต้นกาแฟในมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
กาแฟเขียว (กาแฟซึ่งยังไม่ผ่านการคั่ว) เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรซึ่งมีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก

กาแฟมีส่วนประกอบของคาเฟอีน ทำให้มันมีสรรพคุณชูกำลังในมนุษย์ ปัจจุบัน กาแฟเป็นเครื่องดื่มซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

เป็นที่เชื่อกันว่าสรรพคุณชูกำลังจากเมล็ดของต้นกาแฟนั้นถูกพบเป็นครั้งแรกในเยเมน แถบอาระเบีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย และการปลูกต้นกาแฟในสมัยแรกได้แพร่ขยายในโลกอาหรับ[3] หลักฐานบันทึกว่าการดื่มกาแฟได้ปรากฏขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 อันเป็นหลักฐานซึ่งเชื่อถือได้และเก่าแก่ที่สุด ถูกพบในวิหารซูฟี ในเยเมน แถบอาระเบีย
     จากโลกมุสลิม กาแฟได้แพร่ขยายไปยังทวีปยุโรป อินโดนีเซีย และทวีปอเมริกา
ในระหว่างที่กาแฟเริ่มเดินทางจากทวีปอเมริกาเหนือและตะวันออกกลางสู่ทวีปยุโรป กาแฟได้ถูกส่งผ่านไปยังซิซิลีและอิตาลีใน ตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากนั้นผ่านตุรกีไปยังกรีซ ฮังการี และออสเตรียในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากอิตาลีและออสเตรีย กาแฟได้แพร่ขยายไปยังส่วนที่เหลือของทวีปยุโรป กาแฟได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมหลายแห่งตลอดประวัติศาสตร์ ในแอฟริกาและเยเมน มันถูกใช้ร่วมกับพิธีกรรมทางศาสนา ผลที่ตามมาคือ ศาสนจักรเอธิโอเปีย ได้สั่งห้ามการบริโภคกาแฟตลอดกาล จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 มันยังได้ถูกห้ามในจักรวรรดิออตโตมันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องจากสาเหตุทางการเมืองและมีส่วนเกี่ยวพันกับกิจกรรมทางการเมืองหัวรุนแรงในทวีปยุโรป


    ผลกาแฟ ซึ่งบรรจุเมล็ดกาแฟ เป็นผลผลิตจากไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดเล็กในจีนัส Coffea หลายสปีชีส์ โดยสายพันธุ์ที่มีการปลูกโดยทั่วไปมากที่สุด ได้แก่ Coffea arabica และรูปแบบ "โรบัสต้า" ซึ่งมีรสเข้มกว่าของ Coffea canephora ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวมีความทนทานต่อราสนิมใบกาแฟ (Hemileia vastatrix) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง สายพันธุ์กาแฟทั้งคู่มีการปลูกในละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปแอฟริกา

 เมื่อสุกแล้ว ผลดังกล่าวจะถูกเก็บรวบรวม นำไปผ่านกรรมวิธีและทำให้แห้ง หลังจากนั้น เมล็ดจะถูกคั่วในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ต้องการ และจะถูกบดและบ่มเพื่อผลิตกาแฟ กาแฟสามารถตระเตรียมและนำเสนอได้ในหลายวิธี

    กาแฟเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของโลก โดยในปี ค.ศ. 2004 กาแฟเป็นสินค้าการเกษตรส่งออกที่ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในจำนวน 12 ประเทศ และเป็นพืชที่มีการส่งออกอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี ค.ศ. 2005 กาแฟได้รับการโต้เถียงบางส่วนในด้านการเพาะปลูกต้นกาแฟและผลกระทบกับสิ่งแวด ล้อม และมีการศึกษาจำนวนมากที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับข้อ จำกัดทางยาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากาแฟให้คุณหรือให้โทษกันแน่
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เรียบเรียงโดย manman

รายการบล็อกของฉัน